Make your own free website on Tripod.com

 

SHiNJI


Title : SHiNJI
Part : 1
Pairing : JJ / KP
Author : Sabishii

------------------------------------------------



แสงสีทองแหวกม่านหมอกงาม แต่งแต้มสีสันแก่ฟากฟ้ากว้าง นกกาต่างโผผินบินหาอาหารตามปกติวิสัยแห่งสัตว์โลก....ป่าชื่นรื่นรมย์รับสายลมอุ่นที่พัดไอแดดจางเลื่อนลอยกระทบผิวใบงาม....ไออุ่นอันอ่อนโยนทะลุผ่านม่านดอกไม้หอมที่กรีดกลีบงามอวดรับแสงอ่อนหวานแห่งอรุณรุ่ง

เคหะสถานแสนงาม...กว้างใหญ่ด้วยอาณาบริเวณ และสถาปัตยกรรมชินเดน ซึคุริ ที่งดงามตามแบบฉบับยศฐาบรรดาศักดิ์ชั้นสูง เครื่องใช้นับร้อยชิ้นที่ประเมินค่าไม่ได้เนื่องจากอายุที่เก่าแก่ และราคาสูงลิบลิ่ว....วางตั้งรายเรียงอวดโฉมแก่ผู้อาศัยจนชินตา...

ตระกูลฟูจิโมโตะ ผู้หาญกล้า เคยาสุนักรบแถวหน้าแห่งลูกพระอาทิตย์ ทายาทแห่งขุนเขาฟูจิสูงชัน ไหวพริบกาจกล้าหาใครไล่ตามทัน เชี่ยวชาญในเชิงอาวุธ โดดเด่นเรื่องศิลปะชั้นสูง ชื่อเสียงขจรขจายทั่วทุกสารทิศ กำลังกลัดกลุ้มใจกับบรรดาบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนสองคนที่อุปนิสัยแตกต่างกันยิ่งนัก

ฟูจิโมโตะ จิน....บุตรชายผู้งามสง่าเยี่ยงอินทรีผยอง...ตระหนักในความเป็นนักรบผู้อาจกล้าในเชื้อสาย...แทบจะไม่มีอาวุธชิ้นใดที่ไม่เคยผ่านมือมาก่อน....ยึดถือมั่นในความคิดผู้นำอันเด็ดเดี่ยว...หาญกล้าเก่งกาจไม่หวาดหวั่นอันตรายใดๆ.....หยิ่งทะนงในยศศักดิ์....ศิลปะคือความอ่อนโยนที่ไม่เหมาะสมกับชายชาติทหาร......ความอ่อนโยน คือเหตุแห่งความพ่ายแพ้

ฟูจิโมโตะ คาซึยะ.....บุตรชายคนเล็กที่ใสสว่างเยี่ยงกระยางขาว....ความอบอุ่นหอมหวานแห่งศิลปะทุกแขนงซ่อนเร้นความเข้มแข็ง....แม้ฝีมือทางการรบจะเทียบชั้นกับพี่ชายอย่างหาไม่ได้....แต่กลับชื่นชมในความงามของสรรพสิ่งได้อย่างลึกซึ้งเกินใครเปรียบ....โลกคือความสดใสที่ไม่ใช่การพุ่งรบ...สิ่งสวยงามควรดำรงไว้เพื่อวันข้างหน้าใช่การทำลาย



ท้องามบานผลิดอก
หอมชื่นโชยกระทบทันใด
สำนึกอบอุ่นพลัน...........



“....โคลงกลอนไร้สาระ....คาซึ...วันนี้เราต้องออกตรวจการในตัวเมือง....เวลาอันสั้นกระชั้นชิดเช่นนี้....ไยเจ้ายังนั่งทอดอารมณ์....แต่งโคลงกลอนซ้ำๆวนเวียนให้เสียเวลา....” จินกล่าวเมื่อเห็นน้องชายเพียงคนเดียวใส่ใจกับบทกลอนมากกว่างานที่ได้รับมอบหมายจากบิดา

“.....โธ่....ท่านพี่....กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกท้องามในยามเช้าเช่นนี้....ท่านลองพินิจดูสิ....บทกลอนที่สวยงาม กับบรรยากาศรายรอบ.....ออกตรวจการในตัวเมืองที่วุ่นวายในยามเช้า....พบแต่กลุ่มพ่อค้าหาบเร่ กับเสียงอื้ออึงอลหม่าน......สักพักพอแดดกระทบหลังคา...เราชักม้าออกไปไม่เท่าไหร่ก็ถึงตัวเมือง....ไม่ดีกว่าหรืออย่างไรกัน...” ฝีปากคมกระทบกระแทกความตื่นตัวของพี่ชาย....ผู้ตรวจการตามมอบหมายที่เคร่งครัด...หยอกล้อกับถ้อยคำตำหนิ....ที่คาซึยะไม่เคยจะยืดถือเป็นจริงจัง

บรรดาบ่าวไพร่ เมื่อแลเห็นสายตาเชิงออกคำสั่งให้กระทำการตระเตรียมพาหนะในการเดินทาง ต่างกุลีกุจอรีบรุดจัดหาให้อย่างไม่ต้องเอ่ยปาก.....ขัดคำสั่งคุณชายเล็ก...ยังพอจะยินยอมรับโทษมากกว่าการลงโทษของคุณชายจินแห่งตระกูลฟูจิโมโตะคนนี้นัก

“....ไปได้แล้วคาซึ.....ทำไมเจ้าช่างบ่ายเบี่ยงเกี่ยงหน้าที่ได้เช่นนี้....ดูสิ บ่าวไพร่จัดเตรียมม้าให้เสร็จสรรพ...รีบออกตรวจการได้แล้ว....เวลาน่ะ ไม่เคยรอใคร...เจ้าก็รู้....” จินพูดจบความ แล้วออกเดินนำไปที่อาชาคู่กาย ผิวดำขลับต่างจากม้าทั่วไป ท่าทางคล่องแคล่ว ปราดเปรียว....ไม่มีใครอีกแล้วนอกจาก ฟูจิโมโตะ จิน ที่เหมาะสมกับอาชาเลิศล้ำนี้

“....ท่านพี่.........ทำไมต้องเป็นข้าล่ะ...อันที่จริง หาใช่หน้าที่ของท่าน หรือของข้าก็หาไม่...”

“....อย่าพูดมาก.....วันนี้ท่านพ่อต้องเตรียมการเพื่อเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ....ไดเมียวจากเมืองต่างๆจะพากันมาสับเปลี่ยนหน้าที่ในรอบปีนี้แล้ว....เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรยิ่งนัก....” ควบม้าคู่ใจ รอน้องชายที่เดินตามมาอย่างเบื่อหน่าย....คาซึยะ ใช่ว่าจะไม่รู้เรื่องในราชสำนักมากนัก...เพียงแค่ให้ความสนใจน้อยกว่าพี่น้องคนอื่นเพียงเท่านั้น




สังคมนอกราชสำนักเฮอัน....ไม่เคยผ่านสายตาของผู้น้องมาก่อน...ออกไปได้ไกลที่สุด ก็ไม่เกินซังโจวเพียงสักครั้ง.....นอกจากคำบอกเล่าของคนสนิทที่ได้เอ่ยถึงความจอกแจกจอแจ...ความไม่น่าพึงพอใจของสามัญชนผู้ซึ่งไร้สามัญสำนึก.....ภาพที่ได้สัมผัส กลับจรรโลงหัวใจให้ชื่นชมกับความงามต่างเคหะสถาน.....เป็นที่เพลิดเพลินใจของคาซึยะยิ่งนัก



ใบหลิวโรยหลุดร่วง
สายน้ำเชี่ยวกรากกระเซ็นชื่น
ปลาว่ายทวนกระแส........



การรับรู้ และความเป็นจริงที่ขัดแย้ง....น้ำยิ่งไหลแรงเท่าไหร่ ปลากลับยิ่งว่ายทวนเหนือน้ำมากขึ้นเท่านั้น...เสน่ห์แห่งผู้คน....เสน่ห์แห่งความต่างของสิ่งแวดล้อม ดึงดูดสายตาให้หลงไหลไปกับธรรมชาติแสนงามเหล่านั้นอย่างเสียไม่ได้

“....ท่านพี่....เมืองที่สวยงามเพียงนี้...ทำไมถึงเกิดเรื่องต่างๆมากมายได้อย่างไม่หยุดหย่อนกันเล่านี่....” คำถามที่ฟังดูแล้วรับรู้ได้ว่าไม่ใช่ออกมาจากปากผู้ที่เป็นนักรบด้วยหัวใจ.....เมืองต่างต้องการเป็นอิสระของตนเอง ไม่มีใครอยากตกอยู่ใต้อำนาจอันยาวนาน....จึงเกิดการกบฏอยู่บ่อยครั้ง...จำต้องหมั่นออกตรวจการความสงบอยู่อย่างสม่ำเสมอ.....เพื่อป้องกันกลุ่มผู้ต่อต้านที่คิดการกบฏ และเข้าเยี่ยมดูทุกข์สุขของประชาชน เพียงหวังผลของความภักดีที่เพิ่มมากขึ้น

“....สงครามน่ะ....หลับตาเพียงชั่วยาม ก็เกิดขึ้นได้.....” ใช่....ยิ่งช่วงเวลาคับขัน....สงครามเกิดได้ทั่วทุกสารทิศ...ไดเมียวผู้ภักดี....คือศัตรูตัวฉกาจ....ดังคำแต่เก่าก่อนที่เอ่ยไว้ว่า ไม่มีมิตรแท้ และศัตรูที่ถาวร....จึงต้องคอยระแวดระวังภัยอยู่เสมอ และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา....ความคิดเช่นนี้ได้ซึบซับลงสู่จิตใจของ ฟูจิโมโตะ จิน อย่างลึกซึ้ง.....ซึ่งได้คอยย้ำกับตัวเองอยู่เสมอ

สองพี่น้องควบอาชางามต่างจากคนทั่วไป....ไม่ว่าไปทางไหน...ผู้คนต่างหลบหลีกทางให้...แม้เป็นที่สนใจต่อผู้พบเห็นเพราะไม่คุ้นเคยกับผู้ตรวจการจำเป็นสองคนนี้....แต่อาภรณ์สีสดสวย ถักทอจากไหมเนื้อดีที่พอสังเกตุได้ว่าเป็นของราชสำนักชั้นสูง...ทั้งตราดอกโบตั๋นปักทองบนผืนผ้า...สัญลักษณ์แห่งตะกูลฟูจิโมโตะผู้มีศักดิ์เป็นขุนนางชั้นสูงในราชสำนัก....ผู้กุมอำนาจอย่างล้นพ้นทั่วทั้งเฮอันเคียวนี้ ผู้คนในหัวเมืองให้ความสนใจพากันชะเง้อมองในรูปกายที่องอาจ กับท่าทีและการปฏิบัติตัวของผู้มาใหม่เป็นอย่างมาก แต่กลับไม่มีแม้เพียงคน จะหาญกล้าเงยหน้ามองขณะผ่าน...ต่างทำได้แค่เพียง ชะเง้อมองตามหลังไปเพียงเท่านั้นเอง


สำนักโฮคุคิริ
ป้ายไม้งามโดดเด่นสะดุดตามาแต่ไกล....เพ่งความสนใจบนตัวหนังสือที่ถูกแกะสลักอย่างสวยงามบนแผ่นไม้....สำนักที่เลื่องลือกันในศิลปะ และวรรณกรรมชั้นสูง....บรรดาขุนนางต่างพากันกล่าวขานในความสวยงามของการร้อยเรียงวรรณกรรม....และการศิลปะการแสดงละครที่โปรดปรานของเหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์

หญิงสาวน้อยใหญ่ เดินเข้าออกกันขวักไขว่....ศิลปะการแสดงชั้นสูง ใช่ว่าใครก็ได้ที่จะทำได้....ผู้นั้นต้องได้รับการยอมรับในความสามารถทางการแสดงจากเจ้าสำนักเสียก่อน....ทายาทตะกูลโฮคุคิริทุกรุ่นยังคงรักษาเอกลักษณ์ความงดงามของการแสดงได้อย่างไม่เสื่อมคลาย....ไม่ว่าหญิงหรือชาย...ต้องถูกเคี่ยวเข็ญให้ฝึกมารยาท และวิธีการแสดงอย่างงดงามไม่แพ้กัน......ให้สมกับเป็นโฮคุคิริ

“....ท่านพี่.........นี่สำนักโฮคุคิริ ที่มีชื่อเสียงโจษจันเนิ่นนาน....เป็นสำนักที่ใหญ่โตเอาการทีเดียว....ข้าเพิ่งสบโอกาสได้มาเห็นก็คราวนี้แหละ....” คาซึยะเอ่ยปากหลังจากพินิจความสวยงามภายนอกของสถานที่ที่เคยได้ยินชื่อเสียง และเลื่อมใสในความสามารถมานาน

“....หญิงงามมากมาย.....ท่านพี่ไม่คิดจะมองพวกนางบ้างหรืออย่างไรกัน...”

“....หญิงงามก็เหมือนบุปผาหอม....ที่ความสวยสดไม่คงทนถาวร........เจ้าคิดอะไรกัน อยู่ดีดีถึงได้เอ่ยเรื่องนี้กับข้า คาซึ....”

“....ฮ่ะๆๆ....เปล่าหรอกท่านพี่....เพียงแต่พระชันษาท่านพี่ก็สมควรที่จะมีคู่ครองได้แล้ว....ข้าเพียงแต่คิดว่า.....ท่านพี่จะเป็นเหมือนท่านพี่อายาเสะ....ที่ยึดมั่นในธรรมเนียมจนลืมคิดจะหาคู่ครองเช่นนั้น....” คาซึยะกล่าวทีเล่นทีจริงกับพี่ชายถึงพี่สาวคนโต...ที่ยังไม่ยอมเลือกคู่ครองให้แก่ตนเองเสียที....หัวเราะคิกคัก ก่อนเบนสายตางามหันกลับไปมองทางปากทางสำนักโฮคุคิริอีกครั้ง


ม้าย่างก้าวผ่านเรือนไม้ชั้นดีได้ไม่ห่างมากนัก....พลันสายตาคมเหลือบเห็นสตรีสามนางเดินเยื้องย่างสวนทางอาชาคู่ใจ....สัมผัสแรกของสายตา....ไยสตรีงามทั้งสามไม่ก้มหน้าเช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่น...กลับเดินฉายผ่านอย่างไม่สนใจว่าเขาเป็นใคร.....ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียนี่กระไร.......กระชับมือเข้ากับดาบข้างกาย....หมายจะพาดขวางเพื่อไต่ถาม.....

ระยะทางที่ถอยแคบลง สะดุดสายตากับแพรพรรณสีสวย...และอาชานิลขลับ.....เงยหน้าชำเลืองมองเพียงนิด แล้วรีบก้มหน้า จูงมืออีกสองนางเดินผ่านอย่างรวดเร็ว......
เพียงชั่วครู่ที่ได้พิศใบหน้างาม....นวลใสดังวงจันทร์ข้างขึ้น....สะกดลมหายใจให้หยุดนิ่ง....ความรู้สึกประหลาดเหมือนกลองรบระรัวในหัวใจดังก้อง....แว่บเดียวเท่านั้น....แค่เสี้ยววินาทีของเค้าหน้าสวย...กลับตราตรึงในหัวใจอย่างรู้สึกได้......เหลียวหลังกลับไปมอง...เห็นแต่เพียงร่างงามระหงกึ่งเดินกึ่งวิ่ง....เส้นผมสีดำขลับยาวสลวยดั่งไหมกระเพื่อมรับตามแรงวิ่ง...............ก้าวเข้าไปในที่แห่งนั้น..........สำนักโฮคุคิริ
“....คุณหนู....ออกไปไหนกันมาเจ้าคะ.....พวกบ่าวไพร่ตามหากันจ้าละหวั่นเชียว....” หญิงมีอายุคนหนึ่งเดินออกมารับที่หน้าประตูบานกว้าง.....คุณหนูแห่งสำนักโฮคุคิริเช่นนั้นสินะ



“.....ท่านพี่......ท่านพี่..........ท่านพี่!!!!....” เสียงใสๆตะโกนโหวกเหวกดังอยู่ริมหู...ปลุกภวังค์ลึกให้หลุดหาย...ดูเหมือนว่าบุคคลที่ทำให้ผู้อื่นตกใจจะมีความสุขเสียนี่กระไร....ถึงหัวเราะได้อย่างหน้าตาเฉยเช่นนั้น

“.....เป็นอะไรไปท่านพี่......ข้าเห็นท่านเอาแต่เหม่อลอยมาสองสามเพลาแล้ว....”

“.....เปล่า.....ข้าแค่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย.....”

“.....เรื่อยเปื่อยงั้นหรือ???....เรื่องใดกันที่ท่านพี่จะมองว่าเป็นเรื่องเรื่อยเปื่อย....นอกจากคำกลอนของข้า....” คาซึยะยังคงกระเซ้าพี่ชายเล่นอย่างสนุกสนาน.....ไม่บ่อยครั้งนัก ที่พี่ชายผู้นี้จะแสดงท่าทีเหมือนคนตกอยู่ในห้วงแห่งรักอย่างครานี้....หยอกเล่นเสียหน่อยจะเป็นไรไป

“....หรือว่า.....หลงสาวงามคนใดเล่าท่านพี่....”
ไร้คำตอบ.....แต่อาการที่ปรากฏบนใบหน้าคมเห็นได้ชัดโดยไม่ต้องเอ่ยปาก....เพียงเท่านี้ ความอยากรู้ก็เพิ่มมากมาย ว่าหญิงสาวผู้โชคดีคนนั้นคือใคร

“....ใครกัน ท่านพี่???....”

“....ไม่รู้....”

“....ข้ารู้แค่เพียง....เป็นคุณหนูแห่งสำนักโฮคุคิริ.....”




สาส์นจากราชสำนัก....ถูกส่งมายังสำนักโฮคุคิริ..........โฮคุคิริ โทดะ เจ้าสำนักเลื่องชื่อ ผู้เคยเป็นขุนนางชั้นหก แต่กลับหยุดยั้งความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เพียงเพราะรักในศิลปะเยี่ยงชีวิต...รับสาส์นอย่างปฏิเสธไม่ได้....ข้อความจากเบื้องสูง....แห่งตระกูลฟูจิโมโตะ....ตระกูลขุนนางชั้นสูงที่ไม่เคยจะให้ความสนใจในศิลปะของสำนักแห่งนี้แม้เพียงนิด....แต่วันนี้กลับมีสาส์นส่งมาถึง.....ความงุนงงก้าวเข้ามาฉับพลันอย่างยากที่จะคาดเดา.......เมื่อเปิดออก กลับพบว่า เนื้อความระบุอย่างชัดเจนว่า ถึงคุณหนูแห่งสำนักโฮคุคิริ......แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นคนไหน.....แต่พอจะคาดเดาได้ไม่ยาก....เนื้อความในสาส์นคงไม่ใช่หญิงสาวเขียนให้ชายหนุ่ม.....เช่นนั้น คงจะเป็นใครไปไม่ได้อีกนอกจาก ยาโยอิ....บุตรสาวคนเล็กของตระกูล

“.....ท่านพี่........มีคนส่งเพลงยาวเชื่อมไมตรีมา.....”

“....ใครกัน ยาโยอิ.....จะว่าไป...มันก็ถึงเวลาแล้วสินะ.....เจ้าก็เป็นสาวเต็มตัว หาคู่ครองที่เหมาะสมสักคนก็ไม่เสียหลาย....”

“.....ฮ่ะๆๆๆ....ท่านพ่อนำมาให้ยาโยอิ....แต่พออ่านดูแล้ว....มันไม่ใช่ของยาโยอิสักเพียงนิด....” เสียงหัวเราะขันๆดังขึ้น...กับใบหน้ายุ่งของสาวน้อยยาโยอิ....ที่พี่ชายฝาแฝดพูดจากระทบกระเทียบตนเองให้พี่ใหญ่ได้ฟัง

“.....อ้าว......ไหนเป็นเช่นนั้นได้เล่า....เขียนผิดหรืออย่างไรกัน.....” ละมือจากบทละคร.....ปรับสายตามาทางน้องทั้งสองคนอย่างงงๆ

“.....ไม่ผิดหรอกท่านพี่....เพลงยาวนี้ส่งถึงคุณหนูแห่งโฮคุคิริ....เพียงแค่ไม่ได้ระบุนาม......ท่านพ่อจึงคิดว่าเป็นของยาโยอิ.................แต่ในความจริงแล้ว....ถ้อยคำในเนื้อความ......ไม่ได้ตรงกับยาโยอิแม้แต่น้อย....”

“...........ดวงเดือนเคลื่อนหาดาว.....วาวระยับล่อแสงเดือน.....
แพรวาขาวขับเลื่อมแล....เด่นงามขลับเส้นไหมนวล..
ใจใคร่มิรู้เลือน.....ห่วงหาบ่มิวาย.....................”
เพียงอ่านจบ.....ก็คิดได้ไปในทางเดียวกันทั้งหมด....นี่ไม่ใช่ยาโยอิ.....หากแต่เป็นผู้พี่........โฮคุคิริ จุนโนะสุเกะ.......บุตรชายคนโตของ โฮคุคิริ โทดะ.......บุตรชายที่สืบทอดความรู้ทุกอย่างอย่างไม่มีบิดพริ้ว....ท่วงท่าร่ายรำทั้งหญิงชายงดงามเกินกล่าวขาน.....เรี่ยวแรงหลักของครอบครัวที่จะคอยสืบทอดศิลปะอันล้ำค่าของตระกูลต่อไป.......
เช่นกันกับน้องฝาแฝดอีกสองคน......ห่างกันเพียง 3 ปี....แต่ลักษณะนิสัยต่างจากพี่ชายอย่างไกลสุดกู่....เด็กไม่รู้จักโต....ให้ว่าเช่นนั้นก็ไม่ผิด....ในขณะที่พี่ชายมีความเป็นผู้ใหญ่เกินตัว.....เงียบขรึมไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมาให้เห็นมากนัก....เพียงแฝงความรู้สึกในการแสดงออก ไม่ประเจิดประเจ้อ สมกับชาวเฮอันเคียวยิ่งนัก


โฮคุคิริ โทโมฮิสะ.......แฝดผู้พี่....รักสนุก....ฝีมือในการร่ายรำไม่แพ้ใครเช่นกัน....เพียงแค่ติดเล่นสนุกมากจนเกินไปก็เท่านั้น....งานที่ได้รับมอบหมาย หากไม่บังคับ....คงยาก ที่จะเห็นผลงานในเร็ววัน บุตรชายที่รักยิ่งของท่านโทดะ เคี่ยวเข็ญและคอยสอนทุกสิ่ง งดงามราวกับบุปผางาม...ทำให้เจ้าตัวไม่ชอบมากนักเมื่อเวลาได้รับคำเยินยอจากใครต่อใครว่างามเฉกเช่นน้องสาว
โฮคุคิริ ยาโยอิ.......แฝดผู้น้อง...ใบหน้าไม่มีส่วนใดที่ต่างกับผู้พี่แม้เพียงนิด.......มีเพียงแค่สรีระที่เป็นหญิง คนเล็กของตระกูลเท่านั้น.........หญิงสาวผู้งดงาม เป็นที่เลื่องลือทั่วทุกมุมเมือง....เพียบพร้อมทั้งฐานะ และการเรือน.......ความคิดอ่านแฝงความขัดแย้งกับหญิงทั่วไปในเฮอัน....รู้ระเบียบประเพณีอย่างลึกซึ้ง

ตระกูลโฮคุคิริ ตระกูลแห่งขุนนางชั้นสูงที่ผันแปรตนเองออกจากการหาผลประโยชน์จากผู้ยากไร้ของบรรดาขุนนางที่มีบรรดาศักดิ์ใหญ่โต...ต่างจากเชื้อสายทั่วไปของเฮอัน ที่ปิดกั้นหญิงสาวในการเรียนความรู้อย่างลึกซึ้งในทุกขแนง...ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้บุตรสาวคนเล็กต่างไปจากหญิงอื่นในเฮอันเคียว

กลายจากขุนนางเป็นสามัญชนที่มีต้นกำเนิดจากชนชั้นสูง แรกเริ่มรับถ้อยคำหยามเหยียดจากบรรดาขุนนางฝ่ายสูงมากมาย....แต่ในที่สุด ความสามารถอันโดดเด่นหาใครเทียบ สร้างชื่อเสียงขจรไกล แต่ไม่ว่าอย่างไร...ความคิดของราชสำนักชั้นสูง โฮคุคิริ คือสามัญชนนั่นเอง

“.....ข้างั้นหรือ??.....อะไรกัน.....บุตรสาวราชสำนักชั้นสูงฟูจิโมโตะอาจหาญกล้าส่งเพลงยาวให้แก่ชาย.....” หยิบแผ่นฝ้ายขาวมาพิเคราะห์ดูด้วยตา...ลายมือสวยงามสมกับอยู่ในราชสำนักที่ได้รับการอบรมเป็นอย่างดี ติดเพียงนิดที่ฝ่ายเริ่มสัมพันธ์เป็นหญิงสาว...ลายมือแม้งดงามยิ่งนัก แต่เป็นกริยาที่ไม่พึงประสงค์ของอิสตรี



บุปผางามแย้มอวดโฉม
ภู่ภมรดอมดมมิแปรผัน
สกุณาร้างรักจักหาคู่..........



จุนโนะสุเกะ ตอบบทกลอนตัดสัมพันธ์เพียงในจดหมายฉบับแรก...สตรีที่แหวกม่านประเพณี ไม่คู่ควรที่จะเลือกมาเป็นภรรยาอย่างเด็ดขาด...แม้สตรีในราชสำนักมีสิทธิเหนือกว่าหญิงสามัญชนทั่วไปในการเลือกคู่ครอง แต่ไม่ใช่เป็นฝ่ายเริ่มสัมพันธ์เป็นแน่แท้


“....ฮ่ะๆๆๆๆ...ท่านพี่....ไยบทกลอนของท่านถูกตัดสัมพันธ์ในคราเดียวเล่านี่.....”

“....หยุดหัวเราะได้แล้วคาซึ....บทกลอนของเจ้าต่างหาก......หญิงสามัญชนไร้สามัญสำนึก.....ปากคอเราะร้ายสมเป็นนางละครชั้นต่ำ.....สกุณาร้างรักจักหาคู่อย่างนั้นหรือ....” เสียงเรียบกับความหมายเจ็บแสบสะท้อนอกกว้าง รอวันโลกไร้รักมอบ จึ่งจะคิดหาคู่ด้วยตัวเอง....การปฏิเสธที่กัดกินความรู้สึก ไม่มีหญิงคนใดในหล้าหากบุตรชายในตระกูลฟูจิโมโตะส่งความเชื่อมไมตรีกล้าปัดป้อง มีเพียงนางละครตระกูลโฮคุคิริคนนี้เพียงเท่านั้น



โฮคุคิริ ฮิคารุ.....บุตรสาวคนโตของตระกูล ที่ถูกเรียกตัวเข้ามารับใช้ในบริเวณพระราชฐาน ถูกเรียกมาพบเป็นการส่วนตัวในยามที่พระจักรพรรดินีอายาโนะเสด็จเยี่ยมฟูจิโมโตะ เคยาสุ เพื่อจัดเตรียมงานฉลองครบรอบหกสิบปีของผู้เป็นบิดาอย่างยิ่งใหญ่ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

“.....ธิดาแห่งตระกูลโฮคุคิริ....กริยามารยาทที่เพียบพร้อมไม่เป็นรองสตรีชั้นสูงเช่นนี้...ไยคำพูดจาถึงไม่น่าฟังยิ่งนัก....บทกลอนที่น้องสาวของเจ้าตอบกลับบุตรชายข้า ไม่เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่งยวด....ภาษาส่อการอบรมของตระกูล...โฮคุคิริใช่ว่าไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ ไยสตรีไม่เรียนรู้ความเป็นสตรีที่เป็นเยี่ยงอย่างเช่นเจ้า....” เคยาสุ กล่าวตำหนิอย่างตรงไปตรงมา สำหรับฮิคารุนั่งหมอบประชิดพื้นรับคำตำหนิ แต่ภายในใจกลับคิดว่า ยาโยอิ ที่แม้จะดูกระโตกกระตากไม่สมเป็นอิสตรีไปบ้าง คงไม่มีความคิดที่จะต่อกรกับขุนนางชั้นสูงถึงเพียงนี้เป็นแน่



ราชสาส์นด่วนอีกฉบับถูกส่งตรงถึงสำนักโฮคุคิริอีกครั้ง แต่ครานี้กลับส่งถึงท่านเจ้าสำนักแทน เนื้อความในจดหมายเอ่ยปากเชิญศิษย์สำนักโฮคุคิริขึ้นแสดงหน้าพิธี ในคืนจันทร์เพ็ญหน้า ในงานพิธีเฉลิมฉลองของหัวหน้าตระกูลฟูจิโมโตะนั่นเอง




เสียงเล่าอ้างความงามทั่วหล้า
ทายาทแห่งดวงดาวผู้หมายมั่น
ใคร่ยลต้องตาสักคราจิต
คืนจันทร์งาม ฉากไผ่กั้น
พระที่นั่งสูงเด่น
เหล่าบริวารคอยท่ามอง





© 2004 alright reserved